คุณสรรค์ชัย ลาภสัมปันน์ชัย

"ชีวิตไม่สิ้นหวัง”
ต่อสู้ "พาร์กินสัน" ด้วยกำลังใจ

ถ้าจะถามคนไทยส่วนใหญ่ว่ารู้จักโรค “พาร์กินสัน” (Parkinsons Disease, PD) หรือไม่? เชื่อว่ามากกว่า 50% อาจตอบว่าเคยได้ยิน แต่ไม่รู้ว่าลักษณะอาการของโรคเป็นอย่างไร มีอันตรายต่อชีวิตมากน้อยแค่ไหน และกลุ่มผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคนี้คือกลุ่มใด แต่สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยนี้ย่อมรู้ดีว่า “โรคพาร์กินสัน” เป็นโรคที่ผู้ป่วยได้รับความทรมานมากที่สุดอีกโรคหนึ่งเลยทีเดียว ที่สำคัญพาร์กินสันเริ่มเป็นอีกหนึ่งโรคเสี่ยงที่เริ่มเข้ามาคุกคามคนไทยมากขึ้น โดยที่เข้ามาอย่างแนบเนียน หากมิทันได้สังเกต

"ถึงแม้ว่าจะมีสัญญาณบอกจากทางกายให้เห็นบ้างในช่วงแรกๆ ของการเริ่มต้นอาการ ตัวผมเองก็ไม่รู้อะไรเลยที่การเคลื่อนไหวของร่างกายมันผิดปกติ การพูดมีน้ำลายกระเด็นมากกว่าปกติ ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่พออาการเริ่มรุนแรงขึ้น ร่างกายเริ่มเคลื่อนไหวช้าลง ขยับตัว ก้าวเดินได้ช้าลง คนรอบข้างเริ่มทักว่าผมเป็นอะไร ผมเองวิตกมากว่าผมเป็นอะไร ทำไมผมถึงได้เป็นแบบนี้"
จากคำกล่าวข้างต้น สัญญาณผิดปกติทางร่างกายที่เกิดขึ้นจากการสังเกต และพบความผิดปกติด้วยตนเองและคนรอบข้างของคุณสรรค์ชัย ลาภสัมปันน์ชัย ประธานบริหารช่องทางขายผ่านตัวแทนบริษัทอยุธยา อริอันซ์ ซีพี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) อายุ 56 ปี ที่เจ้าตัวนั้นกว่าจะทราบว่าเป็นโรคพาร์กินสัน และไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับตนเองได้นับตั้งแต่โรคพาร์กินสันได้เริ่มเข้ามาเยือน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2554 โดยสังเกตจากอาการแรกของความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เมื่อทบทวนสัญญาณอาการแรกเริ่มตั้งแต่ความผิดปกติทางปาก การมีน้ำลายไหลมากกว่าปกติที่บริเวณริมฝีปาก น้ำลายกระเด็นในขณะพูด ความผิดปกติของท่าทางในการเดินที่ไม่สามารถควบคุมตัวเอง มีอาการเขเอียงไปมา ก้าวเท้าขยับไปข้างหน้าไม่ถนัด เดินได้ไม่กี่ก้าว แม้กระทั่งการควบคุมแขนยกมือไหว้ก็ยังไม่สามารถทำได้

กว่าที่จะทราบว่าเป็น "พาร์กินสัน" นั้น คุณสรรค์ชัยได้สงสัยกับอาการผิดปกติของตัวเองที่เกิดขึ้นอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งตอนแรกเขาคิดว่าอาจเกิดจากการนอนทับเส้นประสาทตัวเอง นอนผิดท่าผิดทางเหมือนคนทั่วไปในช่วงวัย อายุ 50 ปี ไปหาหมอนวดแผนไทยเพราะอาจจะรักษาให้ได้แต่ก็ไม่ดีขึ้น โดยที่คุณสรรค์ชัยไม่ได้บอกครอบครัว สุดท้ายบุคคลรอบข้างคือคุณสุมิทร์ญาภรรยาและลูกเห็นความผิดปกติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความสงสัยในอาการ จึงได้ไปหาข้อมูลอาการผิดปกติเหล่านั้นในอินเทอร์เน็ตเบื้องต้น เพราะอยากรู้ว่าอาการ "แขนไม่แกว่ง" คืออะไร อาการของโรคพาร์กินสัน จนทุกคนต้องรีบพาคุณสรรค์ชัยไปพบแพทย์เพื่อรักษาอย่างเร่งด่วนก่อนที่อาการจะรุนแรงมากขึ้น

เมื่อได้ไปพบแพทย์ครั้งแรกเพื่อสอบถามอาการและค้นหาสาเหตุที่แท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้น โดยไม่ได้ยึดกับข้อมูลที่ได้รับ คำแรกที่แพทย์แจ้งให้ทราบ คือ อาการของโรคพาร์กินสันที่แพทย์ได้วิเคราะห์เบื้องต้น โดยแพทย์ได้อธิบายเกี่ยวกับในการดูแลรักษาและให้ยามาทาน เพื่อไม่ให้อาการนั้นทรุดลงไปกว่าเดิม นอกจากนี้แพทย์ยังได้บอกกับคุณสรรค์ชัยว่า เมื่อเป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ต้องทานยาแบบนี้ตลอดไป โดยยานี้จะควบคุมอาการไม่ให้ทรุดลงไปกว่าเดิม ซึ่งแพทย์ไม่ได้สอบถามเพื่อหาสาเหดุที่แท้จริง โดยให้ยามาทานเท่านั้นและไม่ได้อธิบายถึงวิธีการดูแลรักษา เนื่องจากต้องการให้การรักษานั้นได้ผล ผลปรากฏว่า อาการทางกายไม่ดีขึ้น เพราะกล้ามเนื้อเกิดอาการล็อก คือ ไม่สามารถหันไปมาได้ การพูดเริ่มช้าลง ทำให้คนในครอบครัวโดยเฉพาะกรรยาและลูกเป็นห่วง จึงได้หาสถานรักษาแห่งใหม่เพื่อค้นหาสาเหตุและมีแพทย์ที่เชี่ยวชาญ

"ลูกชายผมได้พาผมมาที่พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ โดยเขาทราบว่า ที่นี่มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญและมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้นำมาจากต่างประเทศโดยตรง ซึ่งผมเองก็ยอมฮึดสู้ ยอมเดินทางมารักษาด้วย เพราะภรรยาและลูกทุกคนรักและห่วงใยกับผม ไม่อยากให้ผมทรมานกับอาการที่เกิดขึ้น เขารู้ว่าผมต่อสู้ปัญหาแล้ว แต่มันไม่ได้ดีขึ้น มีแต่แย่ลง จึงทำให้ผมตัดสินใจรักษา และเมื่อเข้ารักษาที่พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ เลยทำให้ผมรู้ว่าการรักษาพาร์กินสันนั้นมีความหวังต่อการรักษาให้ดีขึ้นได้"

เมื่อเข้ารับการรักษา สิ่งแรกที่คุณสรรค์ชัยได้เห็นและเกิดความหวังในการรักษา ด้ายเพราะการให้บริการจากเจ้าหน้าที่ ทีมแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้น ต่างล้วนเอาใจใส่ต่อการดูแล เริ่มต้นจากการเริ่มต้นวิเคราะห์ด้วยการตรวจเลือด เพื่อค้นหาสาเหตุของอาการ การนำเครื่องมือทางการแพทย์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่เข้ามาช่วยวิเคราะห์ผล การสอบถามข้อมูลในเชิงประวัติ เพื่อนำสองส่วนมาวิเคราะห์ร่วมกัน จึงทำให้คุณสรรค์ชัยได้ทราบถึงสาเหตุ ต้นตอของปัญหา และกระบวนการวิธีรักษาในวิธีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ (Stem Cell) โดยอยู่บนพื้นฐานข้อมูลงานวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ ควบคู่ไปกับการแนะนำการดูแลร่างกาย การควบคุมอาหาร การรับวิตามิน อาหารเสริมและการบำบัดกล้ามเนื้อ
ซึ่งทั้งหมดนั้นทำให้คุณสรรค์ชัยเกิดความมั่นใจกับแนวทางการรักษาของพานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์
ที่จะช่วยให้เขากลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ

สิ่งที่เป็นต้นตอของการเป็น "พาร์กินสัน" ของคุณสรรค์ชัยนั้นมาจากการที่เลือดในร่างกายมีสารปรอท โลหะหนัก สารเคมีปะปนอยู่ในร่างกาย โดยสารเหล่านี้ไปมีผลต่อสมองที่มีความสำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่เรียกว่า "โดปามีน (Dopamine)" ลดลง ประกอบกับจากคำบอกเล่าในตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา คุณสรรค์ชัยนั้นได้ตรากตรำทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวอันเป็นที่รักยิ่งของเขา โดยไม่เคยหยุด ไม่เคยพักร้อน มุ่งทำแต่งานตลอด 7 วัน ในแต่ละวันพักผ่อนน้อย ทานอาหารไม่เป็นเวลา ขาดการควบคุม ทานอาหารช้าๆ การทำงานอยู่บนภาวะความเครียดและกดดันที่คุณสรรค์ชัยนั้นต้องทำหน้าที่ของการเป็นผู้นำการอบรมพนักงานขายจึงจำเป็นต้องทำงานต่อเนื่องมิได้หยุดพัก ด้วยเพราะงานสำหรับเขานั้นเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หลังจากที่เขาหันหลังให้กับวงการฟุตบอลไทยที่เขานั้นคืออดีตขุนพลฟุตบอลไทยในตำนานกับฉายา "ฮามิช ตีนระเบิด" โดยคุณสรรค์ชัยได้มาทำอาชีพนักขายประกัน ซึ่งเขาได้มุมานะ จนมีก้าวหน้าจากในอาชีพนักขายประกันอย่างรวดเร็ว และก็ได้ทุกสิ่งที่เขาคาดหวัง ชื่อเสียง เกียรติยศ จนวันนี้คุณ สรรค์ชัยเป็นผู้บริหารแนวหน้าในธุรกิจประกันชีวิต

ถึงแม้ว่าวันนี้พาร์กินสันจะเข้ามาย่างกรายคุณสรรค์ชัย จนร่างกายไม่อาจทานได้ แต่นับหลังจากเข้ารับการรักษาที่พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ เพียงแค่ชั่วระยะเวลาไม่กี่เดือน อาการต่างๆ ทางกายของคุณสรรค์ชัยดีขึ้นตามลำดับ ความผิดปกติต่างๆ เริ่มลดน้อยลง จากที่เดินแล้วจะล้มก็สามารถก้าวขาเดินได้มั่นคงขึ้น การพูดสามารถเปล่งเสียงได้ดีขึ้น น้ำลายไม่กระเด็น ร่างกายส่วนต่างๆ แขน ขาขยับได้ดี คอหันได้ สามารถเดินทางไปทำงานได้บ้างแล้ว ตลอดจนการไปทำกิจกรรมต่างๆ นอกสถานที่ ซึ่งเป็นผลจากการรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งการได้รับกำลังใจจากภรรยาและลูกให้สามารถต่อสู้กับโรคร้ายนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการต่อสู้เอาชนะโรคร้าย ความรักของครอบครัว และวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ วิทยาการสมัยใหม่ที่สามารถมาบรรจบกับกระบวนการรักษา ร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จนชีวิตคุณสรรค์ชัยนั้นมีความหวังที่จะก้าวเดินต่อไปอย่างมีความสุข

คุณปราชญา ชวเลิศสกุล

"ชีวิตเฉียด"
เกือบตายเพราะโรคกระดูกคอเสื่อม
อาการปวดร้าวต้นคอที่หลายๆ คนเรียกว่า "นอนตกหมอน" หากปวดไม่มากก็แค่สร้างความรำคาญ แต่ในรายที่เป็นหนักๆ มันก็ช่างเป็นอาการที่สุดแสนทรมาน เพราะคุณจะขยับหรือเอี้ยวคอแต่ละครั้งก็แสนลำบาก เจ็บปวดเหลือเกิน แต่ที่น่าตกใจมากที่สุดคือ อาการเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของ “โรคกระดูกคอเสื่อม” ที่ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของใครหลายคนที่เป็นผิดเพี้ยน และมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้พิการเอาง่ายๆ อาการเจ็บปวดจนไม่สามารถขยับร่างกายได้ตามใจปรารถนา จนกลายเป็นความทุกข์สุดบรรยายเช่นเดียวกับชีวิตของคุณ “ปราชญา ชวเลิศสกุล” ผู้บริหารบริษัท พี.ที. ปิโตรแก๊ส จำกัด วัย 48 ปี ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคนี้จนทำให้ร่างกายเธอกลายเป็นคนอายุ 70 ปี

"ชีวิตต้องเผชิญกับความรู้สึกปวดและเจ็บกระดูกคออยู่ตลอดเวลา รวมถึงยังมีอาการปวดร้าวไปทั้งตัวจนถึงกับนอนไม่หลับ จะก้มหรือเงยแต่ละครั้งแทบจะทำไม่ได้ มิหนำซ้ำ ยังเจ็บมากจนน้ำตาไหล บางครั้งความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอย่างเท่าทวีคูณ ทำให้ต้องเอาตัวเองกระแทกเข้ากับฝาผนังในห้องนอน เพื่อให้ความเจ็บที่เกิดจากการกระแทกมาบดบังความเจ็บปวดของอาการแทน ซึ่งหลังจากที่เข้ารับการตรวจอย่างจริงจัง คุณหมอบอกว่า อาการของเราเหมือนคนอายุ 70 เพราะกระดูกต้นคอเสื่อมไปถึง 5 ข้อ ทำให้เราเคลื่อนไหวร่างกายได้เชื่องช้ามาก”
ในช่วงหลายปีที่เข้ารับการรักษาอาการ "โรคกระดูกคอเสื่อม" ในโรงพยาบาลเฉพาะทาง ต้องรับประทานยาวันละเกือบ 10 เม็ด บรรเทาได้แต่อาการเจ็บปวดชั่วครั้งชั่วคราว แต่อาการของโรคไม่ได้ดีขึ้น ต้องใส่ปลอกคออยู่ตลอดเวลา จะก้มคอหรือเงยหน้าความเจ็บก็ยังคงมีเข้ามา ทำให้เกิดความทรมานอยู่อย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เช่นเดียวกับปัญหาการเดินของเธอที่ดูแปลก ๆ ในสายตาของหลายคนที่มองเห็น หรือแม้แต่ความเสี่ยงที่เธออาจต้องเป็นลมไปเมื่อไรก็ได้ เพราะอาการของโรคนี้ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้อย่างสะดวก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอรู้สึกเครียดมากขึ้นเพราะไม่สามารถทำงานหรือทำกิจกรรมใด ๆ ก็ตามได้อย่างที่เธอต้องการ

"มันทรมานมากนะ เราจะก้ม จะเงย จะเดินก็ลำบากไปหมด ทั้งเฝือกที่คอ ทั้งท่าเดินที่ดูประหลาดๆ มันทำให้หมดความมั่นใจ เดินๆ อยู่ก็จะเป็นลม มันอันตรายมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งดิฉันเกือบเสียชีวิตขณะที่เข้ารับการบำบัดจากทางโรงพยาบาลที่รักษาขณะใช้ "เครื่องยึดกระดูกต้นคอ" เราเองก็อยากหาย หมอแนะวิธีไหนก็ทำ วันนั้นขณะที่กำลังรับการกายภาพอยู่ดีๆ สายรั้งศีรษะที่จะปรับกระดูกต้นคอก็หลุดออกจากหัวมารัดอยู่ที่คอแทน พอเครื่องเริ่มดึงมันก็มารัดคอแทน ดีที่เจ้าหน้าที่มาเห็นเพราะมันรัดแรงมาก"

"ในช่วงเวลานั้นคิดเลยว่าจะตายหรือเปล่า เพราะรู้สึกเลยว่าตัวเองตกอยู่ในภาวะความเป็นความตายเท่าๆ กัน สายมันรัดคอแน่นมากจนขยับตัวไม่ได้ เราก็ดิ้นเฮือกสุดท้าย พยายามคว้าตัวเจ้าหน้าที่ซึ่งควบคุมดูแลเครื่องที่ยืนหันหลังให้อยู่ พอเขาหันมาเห็น เขาก็รีบปิดเครื่องทันที ตกใจกันหมด พอรอดชีวิตจากครั้งนั้นมา ดิฉันตั้งใจเลยว่าจะไม่รับการบำบัดด้วยเครื่องนี้อีกแน่นอน เข็ดมาก"

แต่ในที่มืดย่อมมีแสงสว่าง เพราะช่วงที่คุณปราชญากำลังตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนักจากอาการโรคกระดูกคอเสื่อม จนดูเหมือนว่าเธอจะสิ้นหวังต่อการรักษาอาการของเธอให้กลับมาเป็นปกติ รวมไปถึงเริ่มเบื่อหน่ายกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ความสุขในครอบครัวก็โดนโรคนี้พรากจากไป จู่ๆ ก็มีคนแนะนำให้เธอได้รู้จักกับ "พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์"

"ตอนนั้นหมดหวังที่จะรักษาโรคนี้ สภาพชีวิตสิ้นหวังมาก แต่มีคนที่เคยมารักษาที่นี่เขาแนะนำให้ลองมารักษาที่ พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ ก็ตัดสินใจมานะ ไม่ได้คิดอะไร ขอแค่ให้หายจากโรค จะรักษาแบบไหน เลยเงินแค่ไหนไม่สนใจ เพราะอาการเจ็บปวดที่เป็นมันทรมานสุดๆ
เจ็บจนท้อใจมาก”

"พอมาที่พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ ทางทีมแพทย์ก็เริ้มต้นด้วยการค้นหาสาเหตุของการเกิดอาการเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม 2-3 เดือนแรก ดิฉันรับบริการล้างสารพิษภายในเส้นเลือด (Chelation Therapy) ซึ่งช่วยให้ร่างกายได้ปรับสภาพ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรักษาในขั้นต่อไป เพราะผลเลือดที่ได้รับการตรวจวิเคราะห์โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ บ่งชี้ว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนอยู่ในเลือดเป็นจำนวนมากและเลือดก็เป็นกรด ซึ่งนี่เป็นต้นเหตุของการเป็นโรคกระดูกคอเสื่อมอย่างรุนแรง ซึ่งเราไม่เคยรู้ เราเองเป็นคนที่ทำงานหนัก ไม่ค่อยมีเวลา รีบๆ กิน ไม่ได้เลือกว่าอะไรมีประโยชน์ไม่มีประโยชน์ กินให้มันอิ่ม ๆ ไป ตอนที่ไปรักษาที่โรงพยาบาล กินยาอีกเพียบ ซึ่งมันก็เข้าไปสะสมอยู่ในเส้นเลือด”

"ตอนที่ทำคีเลชั่นได้สัก 1-2 เดือน รู้สึกได้เลยว่าร่างกายมีความกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ความเจ็บปวดต่างๆ ที่เกิดจากอาการของโรคที่ว่านี้ก็เริ่มทุเลาลง ผิวพรรณสดชื่นมากขึ้น ผลการตรวจเลือดก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทางคุณหมอก็ แนะนำให้รับเซลล์บำบัด 2 เดือนแรกก็ไม่รู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงอะไรมากนักก็ยังปวดต้นคออยู่ หมอที่ปรึกษาก็บอกว่าต้องใช้เวลาสักระยะ พอเข้าเดือนที่ 3 อยู่ๆคอที่ไม่เคยขยับได้ก็สามารถขยับเองได้ราวปาฏิหาริย์ อาการเจ็บปาดก็หายไป เราเริ่มกลับมายืน เต้น นั่งท่าปกติได้ ประหลาดใจปนดีใจเป็นที่สุด"

ความดีใจและความภูมิใจของคุณปราชญาที่สามารถต่อสู้จนเอาชนะ "โรคกระดูกคอเสื่อม" ไม่เพียงแต่ทำให้เธอสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างที่เธอไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้ทำ แต่วันหนึ่งเธอสามารถกลับไปร่วมทริปกับเพื่อนร่วมก๊วนเพื่อไปปีนเขา ไปเที่ยวในที่ที่อยากไป สามารถออกกำลังกายอย่างที่ที่ชอบได้เป็นเวลานานๆ ออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำกิจกรรมที่เธอชื่นชอบมากที่สุดได้
และเวลานี้เธอกล้าที่จะพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำแล้วว่า ความทุกข์ในช่วงที่เจ็บป่วยบัดนี้ได้จางหายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว หรือแม้แต่อาการเจ็บปวดที่เคยรุมเร้าเธอจนแทบไม่อยากหยุดลมหายใจไปในเวลานั้น ก็ถูกขจัดปัดเป่าออกไปจากเธอจนสิ้น เวลานี้เธอมีความสุขกับคู่ชีวิตของเธอ มีความสุขกับลูกๆ ที่น่ารักของเธอ นี่แหละคือสิ่งที่เธอเรียกว่า "ปาฏิหาริย์" อย่างแท้จริง

คุณอรัญญา วิทยฐานกรณ์

ฝันร้ายกับประสบการณ์เฉียดเป็นมะเร็ง

ในชีวิตของผู้หญิงทุกคน โรคที่ร้ายแรงน่ากลัวที่สุดสำหรับผู้หญิงคงไม่มีอะไรเกิน “โรคมะเร็ง” ซึ่งใครเป็นแล้วเหมือนตกอยู่ในผันร้ายที่ทำให้ชีวิตต้องทนทุกข์ทรมาน ไร้ซึ่งความสุข และไม่ใช่ตัวเองคนเดียวที่ทุกข์ แต่ยังดึงครอบครัวเข้ามาเศร้าเสียใจไปด้วยกับเรา เช่นเดียวกับ “คุณอรัญญา วิทยฐานกรณ์” กรรมการบริหาร บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) ที่จู่ๆ ก็เหมือนโดนฟ้าผ่ากลางวัน เมื่อเธอได้รับข่าวร้ายจากแพทย์ว่าตรวจพบเนื้องอกในมดลูก

"พี่เป็นคนที่ดูแลสุขภาพของตัวเองเป็นอย่างดี เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีสุขภาพดี จะมีก็แค่อาการจามเท่านั้น รับประทานยาก็หาย พี่มั่นใจตัวเองมาตลอดเลยว่าตัวเองเป็นคนแข็งแรงมาก ก็เคยเว้นการไปตรวจสุขภาพไปปีหนึ่ง เว้นแค่ปีเดียว พอกลับมาตรวจสุขภาพใหม่ คุณหมอแจ้งว่าพี่มีเนื้องอกในมดลูกและเต้านม มันเหมือนโดนฟ้าผ่าเลย ตกใจมาก กลัวมาก ทำอะไรไม่ถูก พี่กลัวเป็นมะเร็งมาก เพราะเป็นเนื้องอกและมีโอกาสเป็นมะเร็งสูง"
"หลังจากที่รู้ว่าตัวเองเป็นเนื้องอก พี่ก็นอนไม่หลับมาตลอด ในใจกังวลอยู่ตลอดเวลา กินไม่ได้ไปพักใหญ่ ชีวิตช่วงนั้นไม่มีความสุขเลยจริงๆ กังวลไปทุกเรื่อง เครียดด้วย พยายามปลอบใจตัวเอง แต่ก็ทำใจไม่ได้ ใครอยากเป็นเนื้องอก กลัวจะเป็นมะเร็งมาก (เน้นเสียง) เราก็พยายามปลอบใจตัวเองไม่ให้เครียด ไม่ให้กังวล แต่มันก็ยากนะ ยิ่งเวลาทำงานเราก็เครียด พอเครียดเราก็ยิ่งคิดแต่เรื่องเราจะเป็นมะเร็ง"

"การผ่าตัดเนื้องอก" เป็นทางออกทางเดียวที่ "คุณอรัญญา" ได้รับคำแนะนำมาจากแพทย์แผนปัจจุบันที่โรงพยาบาลที่เธอมักเข้าไปขอรับการปรึกษาและตรวจร่างกายอยู่เป็นประจำ แต่ทว่านั่นคงไม่ใช่คำตอบที่จะถูกใจผู้หญิงคนนี้สักเท่าไร เธอพยายามประวิงเวลาไม่ขอรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และเธอเริ่มมองหาทางเลือกอื่นในการรักษาเนื้องอก

"พี่คิดว่าการผ่าตัดก็เหมือนกับเป็นการไปเร่งไปกระตุ้นให้เนื้องอก และอาจจะส่งผลเลวร้ายและรุนแรงกับร่างกายของเรามากขึ้น พี่เลยตัดสินใจไม่ผ่าตัด แต่ก็คิดไว้เหมือนกันว่าถ้าจำเป็นก็ต้องยอมผ่าตัดต่อไป ซึ่งเป็นช่วงจังหวะเดียวกันกับที่ได้เจอเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นเนื้องอกเหมือนกัน เพื่อนพาเรามาพานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ ซึ่งหมอบอกกับพี่ว่ามีวิธีรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งท่านก็อธิบายให้พี่ฟัง บอกตรงๆ ว่าแรกๆ พี่ก็ไม่เชื่อนะ แต่เรากลัว เราก็ต้องรักษา เพราะกลัวโดนผ่าตัดมากกว่า"

"หมอที่ทำการรักษาพี่บอกขั้นตอนการบำบัดในแต่ละขั้น ซึ่งหมอก็บอกนะถ้าเรารักษาแล้วไม่พอใจ ก็สามารถหยุดรับการบำบัดได้ทันที ซึ่งพี่ว่าพานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ แฟร์มากนะ พี่เลยตัดสินใจทดลองเข้ารับการบำบัด ซึ่งในเบื้องต้นที่เข้ามารับการรักษา คุณหมอให้ตรวจสภาพร่างกายก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุและต้นตอของโรค โดยเบื้องต้นพบว่าตับพี่มีสารพิษสะสมอยู่มาก อาจเป็นเพราะสมัยเด็กพี่เป็นคนขี้โรค ป่วยบ่อยมาก ทำให้ต้องกินยาเยอะ ซึ่งทำให้อาจมีสารพิษตกค้าง ที่สำคัญพี่ไม่ชอบออกกำลังกายด้วย
เลยทำให้สุขภาพโดยรวมไม่ดี" นอกเหนือจากตรวจหาสารพิษตกค้างที่ตับแล้ว คุณอรัญญายังมีสารประเภทโลหะหนักปนเนื้อนอยู่ในเส้นเลือดเป็นจำนวนมากด้วยเช่นกัน

"ไม่ใช่แค่พี่มีสารพิษตกค้างในตับเยอะนะ ในเลือดพี่ก็มีโลหะหนักอยู่เยอะเหมือนกัน หมอเลยให้พี่เข้ารับการล้างสารพิษในตับด้วยวิธีการ Liver Detox เมื่อช่วงปลายที่แล้ว ซึ่งทำไปพร้อมๆ กับการทำคีเลชั่น (Chelation) ผ่านไป 2 เดือน พี่รู้สึกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อก่อนเป็นภูมิแพ้ เป็นหวัดบ่อย แต่ตอนนี้ไม่จามเลย รู้สึกดีใจผสมแปลกใจ พี่ไปหาหมอที่เคยรักษาโรคภูมิแพ้ หมอถามว่า โรคภูมิแพ้หายแล้วหรือ ทำไมไม่มารับการรักษา ก็เลยบอกหมอว่าไปรักษากับแพทย์ทางเลือกมา อาการก็หาย ไป หมอบอกก็ดีแล้ว ถ้ารักษาแล้วดีกับสุขภาพก็รักษาไปเถอะ เราก็สบายใจ"

"แต่จู่ ๆ ก็มีเหตุให้พี่ต้องเครียด เพราะหลังเข้ารักษา 3 เดือน สุขภาพพี่ดีขึ้นมาก หมอก็แนะนำให้รับเซลล์บำบัด เพื่อรักษาและขจัดเนื้องอก แต่หลังรับเซลล์ไม่นาน พี่เกิดอาการผื่นขึ้นแขนขาลามไปทั่วตัว ตกใจมาก พี่ร้องไห้เลย คิดว่าเป็นเพราะเข้ารับการรักษาแบบนี้หรือเปล่า บอกตรงๆ ว่า พี่เกือบถอดใจ ไม่อยากรักษาต่อ บอกตรงๆ ว่ากลัวมาก"

"พี่เครียดจนสามีและลูก ๆ พลอยวิตกกังวลไปกันหมด พี่ทะเลาะกันเลย สามีพี่เกือบจะมาเอาเรื่องที่พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ ด้วย แต่พี่บอกว่าหมอที่นี่ดีมากนะ พอพี่มีผื่นขึ้นตามตัว ทุกฝ่ายก็ร่วมกันวิเคราะห์อาการ พร้อมกับนำผลการตรวจเคสพี่ส่งไปให้หมอที่ประเทศเยอรมนีวิเคราะห์ ทุกคนเป็นห่วงเราและพยายามปลอบใจ สุดท้ายผลสรุปว่าที่ผื่นขึ้นเพราะการใช้วิธีบำบัดเซลล์นั้น เพราะช่วงนั้นภูมิคุ้มกันพี่ค่อนข้างน้อย พอได้รับเซลล์บำบัดมันจะกำจัดเชื้อโรคและสารพิษออกมา ซึ่งของพี่แสดงอาการผ่านทางผิวหนัง แต่พอร่างกายพี่แข็งแรงขึ้นอาการแพ้ที่เห่อขึ้นทั่วตัวก็หายไปหมดภายใน 1 สัปดาห์เท่านั้น"

จากวันเริ่มต้นของการรักษาจนถึงวันนี้ก็ครบ 1 ปีพอดี สุขภาพร่างกายของคุณอรัญญาดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่มีข่าวดี เมื่อการตรวจร่างกายประจำปีของเธอครั้งล่าสุดที่เป็นการตรวจอย่างละเอียด มีผลการตรวจว่า เนื้องอกที่เคยเติบโตขึ้นในร่างกายเธอเป็นก้อนใหญ่ ตอนนี้ได้ลดขนาดลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งยังความดีใจมาให้เธอเป็นอย่างยิ่ง "วันนั้นประมาณ 4 ทุ่ม พี่กำลังจะเข้านอน ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เลยยกขึ้นมาดูเห็นเป็นเบอร์ของคุณหมอที่ไปตรวจร่างกาย ตอนแรกก็รู้สึกตกใจอย่างมาก เพราะดึกขนาดนี้คุณหมอยังโทรมาหาเรา ซึ่งคงต้องมีอะไรกับเราแน่ๆ วิตกกังวลอยู่พักหนึ่ง จึงตัดสินใจรับโทรศัพท์ บอกตรงๆ กลัวเป็นเรื่องไม่ดี แต่เมื่อคุณหมอท่านนั้นแจ้ง ผลการตรวจร่างกายที่เพิ่งออกมาได้สักครู่ให้ได้ทราบว่า เนื้องอกที่อยู่ในร่างกายเราหายไปก็รู้สึกดีใจอย่างมาก และขอบคุณคุณหมอยกใหญ่ที่โทรมาแจ้งข่าวนี้ให้ทราบ”

ถึงตอนนี้ความสุขก็ได้กลับมาทาคุณอรัญญาอีกครั้ง พร้อมๆ กับเสียงของคนรอบข้างที่คอยซักถามถึงผิวพรรณ หน้าตาที่ดูสดใสและอ่อนกว่าวัยมากขึ้น ทำให้เธอรู้สึกภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ตัดสินใจถูกต้องในการเข้ารับการบำบัดที่พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ และไม่ทำให้เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดที่เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ซึ่งตอนนี้ทั้งตัวของคุณอรัญญาและครอบครัว ต่างก็ให้ความไว้วางใจพานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์เป็นอย่างมาก

คุณศิรินภา สว่างล้ำ

อดีตมิสเอเชียแปซิฟิกคนแรกของไทยเผยเคล็ดลับสุขภาพดี

หากเอ่ยถึงฉายา “ไข่มุกดำแห่งเอเชีย” เชื่อว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยคงจำกันได้ว่าเป็นชื่อที่ถูกขนานนามให้กับอดีตดาราสาวที่โด่งดังมากที่สุดท่านหนึ่ง คือ คุณศิรินภา สว่างล้ำ อดีตมิสเอเชียแปซิฟิกคนแรกของประเทศไทย และอดีตมิสออด๊าซประจำปี 2520 จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่เชื่อหรือไม่ว่าความสวย และความสง่าของเธอยังไม่จืดจางลงแม้แต่น้อย ขณะที่ปัจจุบันเธอเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ศิรินภา ไดมอนด์ จำกัด เจ้าของธุรกิจจิวเวอร์รี่ระดับแนวหน้า รวมไปถึงธุรกิจรถยนต์นำเข้าและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ถือได้ว่าเป็นงานที่หนักมากสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง นั่นเป็นเพราะเธอมีเคล็ดลับการเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงและดูดีอยู่ตลอดเวลา

"โดยอุปนิสัยส่วนตัวเองแล้ว พี่เป็นคนที่นอนดึกตื่นเช้าโดยจะตื่นหกโมงเช้าทุกวันเพื่อใส่บาตรทำบุญทุกวัน จากนั้นก็จะออกกำลังกายด้วยการถีบจักรยานบ้าง หรือบางครั้งก็จะออกกำลังกายกับอุปกรณ์บริหารร่างกายที่มีอยู่ภายในบ้าน โดยจะเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายทุกวัน และจะใช้เวลาอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 45 นาที เป็นแบบนี้ทุกวัน ก่อนที่จะลงมาเดินดูต้นไม้ที่ปลูกไว้อยู่ภายในบ้าน เพราะเป็นคนรักต้นไม้อยู่แล้ว โดยพี่เองจะเป็นคนที่ให้เวลากับตัวเองในช่วงเช้ามากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่อากาศดีทำให้เรารู้สึกสดชื่น"
"นอกจากการตื่นเช้าและออกกำลังกายแล้ว การจัดสรรและแบ่งเวลางานในธุรกิจแต่ละประเภทที่ต้องดูแลได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ตัวของพี่เองได้มีเวลาพักผ่อน เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราไม่เกิดความเครียดขึ้น โดยพี่จะให้เวลาสัปดาห์ละหนึ่งวันเป็นวันครอบครัว โดยเฉพาะวันอาทิตย์อาจจะมีพาลูกๆไปเที่ยวบ้าง รวมถึงการเดินทางไปต่างประเทศในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่พี่มีความสุขที่สุด เพราะจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่"

"การได้พักผ่อนอย่างจริงจัง คือส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายของเรามีสุขภาพดีขึ้น ยิ่งเราสุขภาพดีก็จะยิ่งทำให้เรามีจิตใจแจ่มใสมากขึ้น ซึ่งก็เปรียบได้ว่า เมื่อข้างในของเราดีขึ้นก็จะส่งผลให้ภายนอกของเราดีขึ้นตามไปด้วย เช่นความสดชื่นแจ่มใสทุกวัน ซึ่งพี่เองก็จะให้ความสำคัญและดูแลสิ่งนี้มากเป็นพิเศษ ที่สำคัญจะไม่เครียด ทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ ซึ่งก็อาจเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้เรามีสุขภาพดีก็ได้ ตัวของพี่เองเป็นคนที่ห่วงเรื่องสุขภาพอยู่แล้วและอยากอยู่กับลูกนานๆ พี่ก็จะหมั่นไปเช็คสุขภาพทุก 6 เดือนที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจหาความผิดปกติภายในร่างกาย แต่เพื่อเป็นการตรวจเช็คอย่างละเอียดไป จนถึงระบบการทำงานของอวัยวะภายในและฮอร์โมนต่างๆ เพื่อนของพี่คนหนึ่งจึงแนะนำให้ไปที่พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์เพียงครั้งแรกที่ได้เข้ามาสัมผัส พี่ก็รู้สึกได้ถึงสิ่งที่พี่ต้องการอย่างแท้จริง เพราะด้วยวัย 50 กว่าๆ ของพี่ แล้วมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสุขภาพมากขึ้น”

"ครั้งแรกที่มาพบคุณหมอที่พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ พี่มาด้วยอาการปวดหลัง ที่จะเป็นทุกเช้าเวลาตื่นนอน รวมไปถึงยังมีอาการแน่นท้องและอาหารไม่ย่อย แม้ว่าจะรับประทานอาหารน้อยก็ตาม ก็ยังมีอาการดังกล่าวอยู่ ก่อนหน้านี้เวลาพี่ไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาลก็มักจะได้ยาช่วยย่อยเท่านั้น ช่วงแรกราว 2-3 วันที่กินยา อาการก็ดีขึ้นหายเป็นปกติ แต่หลังจากนั้นพี่ก็เริ่มเป็นอีก และรู้สึกรำคาญว่าทำไมไม่หายสักที จนเครียด และคิดมากจนนึกว่าตัวเองอาจเป็นโรคกระดูกบ้างก็ได้"

แต่เมื่อมาที่พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ คุณหมอก็ตรวจเช็คอาการของพี่อย่างละเอียดแล้ว ก่อนที่จะอธิบายว่าอาการดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของอวัยวะส่วนใดในร่างกายเลย เหตุผลที่ทำให้เรามีอาการแบบนี้ เป็นเพราะเราดูแลตัวเองไม่ถูกต้องต่างหาก โดยเฉพาะเรื่องของการรับประทานอาหารที่คุณหมอพยายามเน้นย้ำกับพี่ว่า หลังจากที่รับประทานอาหารในแต่ละมื้อแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรทำก็คือ การเดิน ไม่ใช่พอรับประทานอาหารเสร็จ แล้วก็นั่ง หรือนอนทันที”

"การเดินหลังจากรับประทานอาหารมีข้อดีคือ จะช่วยให้อาหารเกิดการย่อยด้วยเพราะระบบการย่อยอาหารและระบบลำไส้ในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น เมื่ออาหารย่อยได้แล้วก็จะไม่ทำให้เกิดลมหรือแก๊สภายในกระเพาะอาหาร ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดอาการอึดอัด แน่นท้อง ที่พี่มักเป็นบ่อยก่อนหน้านี้ เพราะลมที่อัดแน่นอยู่ในท้องจะดันให้อวัยวะภายในเกิดการเบียดเสียดยัดเยียดกัน ส่งผลให้เส้นตึงและสุดท้ายก็ทำให้ ปวดหลัง"

"สำหรับวิธีการบำบัดที่คุณหมอแนะนำให้ทำก่อนเป็นอันดับแรกก็คือ การทำดีท็อกซ์ เพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย ก่อนที่จะทำคีเลชั่นเป็นขั้นตอนต่อไป ขณะเดียวกันคุณหมอก็จะให้วิตามินในส่วนที่พี่ขาดหายไป เพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายมีความสมดุลขึ้นโดยวิตามินที่คุณหมอให้มานั้นก็เป็นวิตามินที่ได้จากธรรมชาติทั้งสิ้น ในเรื่องนี้พี่ศึกษาและค้นคว้าข้อมูลทั้งหมดก่อนที่จะกิน เพราะตัวพี่เองไม่ชอบกินยา เนื่องจากกลัวว่าจะเกิดการสะสมภายในร่างกาย แต่เมื่อรู้ว่าปลอดภัยพี่จึงกินวิตามินเหล่านี้ได้อย่างสบายใจ"

"เพียงไม่นาน พี่ก็มีความรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นขึ้นกว่าเดิมก่อนที่จะเข้ามารับคำปรึกษาที่นี่ด้วยและยิ่งกว่านั้น พี่ยังได้รู้จักการใช้ชีวิตที่จะทำให้ตัวเองมีสุขภาพดีขึ้นด้วย นับจากครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน ก็เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว สุขภาพร่างกายของพี่ดีขึ้นมาก ไม่เคยแม้แต่จะป่วยเป็นไข้หวัด ที่น่าแปลกใจมากกว่านั้นอาการภูมิแพ้ที่พี่เคยเป็นก่อนหน้านี้ กลับหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ แถมร่างกายยังมีความกระชุ่มกระชวยอยู่ตลอดเวลา สดชื่นทั้งวันแม้ว่าจะนอนตึกและต้องตื่นเช้า และทำงานหนักทุกวันก็ตาม"

"ที่พานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ ไม่เพียงแต่จะทำให้พี่รู้จักการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธีแล้ว ที่นี่ยังสร้างความประทับใจให้กับพี่มากโดยเฉพาะคุณหมอที่ดูแลพี่ในทุกเรื่องไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ท่านให้คำปรึกษาเป็นอย่างดี แม้กระทั่งเรื่องสิวที่ขึ้นบนใบหน้าของพี่ ซึ่งทำให้รู้สึกเครียดในช่วงแรกเพราะพี่ก็อายุเยอะแล้วทำไมยังมีสิวอีก ตอนนั้นรู้สึกไม่สบายใจเพราะคิดว่าอาจต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเอง จึงไปปรึกษาคุณหมอ แต่พอหลังจากที่ตรวจอย่างละเอียดแล้ว คุณหมอก็บอกว่าเป็นเพราะฮอร์โมนในร่างกายกำลังปรับสภาพ ซึ่งก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าพี่ยังคงความเป็นสาวอยู่ ซึ่งก็ทำให้พี่ยิ้มและสบายใจขึ้นทีเดียว"

สุขภาพร่างกายที่ดีย่อมเป็นที่ปรารถนาของทุกคน เช่นเดียวกับคุณศิรินภา สว่างล้ำ ที่วันนี้ ไม่เพียงแต่เธอจะดูแข็งแรงสดชื่นแจ่มใสทั้งภายในและภายนอกเท่านั้น แต่ยังความอ่อนเยาว์ให้กับผิวพรรณและรูปร่างของเธอเป็นอย่างดี จนถูกเพื่อนๆ ทักถึงความสวยและความสาว ที่จะยังคงอยู่กับเธอไปอีกนานแสนนาน และนี่เองก็คือเคล็ดลับการมีสุขภาพดีของเธอ