1. เซลล์กับข้อ : แก้ไขปัญหากระดูกที่เกิดจากอุบัติเหตุ ความชรา และการทำงานหนัก

cell-gmp-2

ปัญหาเกี่ยวกับกระดูกที่เกิดจากการประสบอุบัติเหตุ การทำงานหนักจนขาดการดูแลตนเอง และความเสื่อมของร่างกายตามอายุที่มากขึ้น ส่งผลให้บริเวณข้อต่อของกระดูกมีพังผืดขึ้นมายึดเกาะ กล้ามเนื้อจึงเกิดการล็อคเกร็ง ทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งเป็นที่มาของอาการปวดข้อและปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง

การรักษาโดยทั่วไป เช่น การใช้ยาลดอาการอักเสบ เป็นการรักษาที่ระงับอาการของโรค และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ เช่น ยา NSAID จะมีผลข้างเคียงจากการเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหารตามมา

จะเห็นได้ว่าการรักษาโดยการใช้ยา สารเคมี หรือการทำกายภาพบำบัด มิได้เป็นการแก้ไขที่สาเหตุของโรค เพราะเป็นเพียงแค่การกดอาการของโรคเพื่อไม่ให้แสดงออกมา ทั้งยังอาจทำให้เกิดปัญหาโรคเรื้อรัง ที่ต้องใช้การรักษาด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

ทั้งนี้การดูแลรักษาด้วยเซลล์บำบัด (Cell Therapy) ซึ่งเป็นการใช้เซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ในการซ่อมแซมเซลล์กระดูกและข้อต่อที่เสื่อมสภาพ โดยการกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนส่วนที่สึกหรอ ซึ่งเป็นการรักษาที่ต้นเหตุที่นอกจากจะช่วยฟื้นฟูร่างกาย และช่วยฟื้นฟูกระดูกที่เกิดจากความเสื่อมแล้ว ยังช่วยฟื้นฟูอวัยวะทุกส่วนที่เกี่ยวข้องไปพร้อมๆ กันอีกด้วย

ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า การรักษาด้วยเซลล์บำบัด คือ การรักษาสุขภาพแบบองค์รวมที่จะคืนสุขภาพที่ดีทั้งระบบให้แก่ร่างกาย

ข้อดีของการรักษาโรคกระดูกและข้อด้วยการใช้เซลล์บำบัด

  1. ไม่ต้องผ่าตัด
  2. สะดวก รวดเร็ว ใช้เวลาในการรักษาน้อย
  3. ใช้เวลาพักฟื้นน้อยกว่า (แนะนำให้ลดการใช้งานของข้อต่อบริเวณที่ทำการรักษาประมาณ 1-2 วัน)
  4. ไม่ต้องรับประทานยา ซึ่งมีผลข้างเคียง
  5. ผลการรักษายั่งยืนกว่า เนื่องจากเซลล์ในร่างกายบริเวณข้อต่อและระบบต่างๆ มีความแข็งแรงขึ้น
  6. ค่าใช้จ่ายโดยรวมในระยะยาวต่ำกว่าการรักษาโดยทั่วไป
  7. โอกาสกลับมาเป็นซ้ำน้อย หากทำตามคำแนะนำของแพทย์เรื่องการปรับปัจจัยภายนอก เช่น ปรับท่านั่ง, ท่ายืนให้ถูกต้อง และออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

ปัญหาเรื่องกระดูกและข้อที่สามารถดูแลได้ด้วยการใช้เซลล์บำบัด

  • โรคข้อเสื่อม (Osteoarthtritis) เช่น ข้อเข่าเสื่อม ข้อสะโพกเสื่อม
  • Office Syndrome เช่น อาการปวดคอ ไหล่ หลังจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน หรือการนั่งเก้าอี้และโต๊ะที่ไม่สะดวกสบาย
  • โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel syndrome)
  • อาการบาดเจ็บเรื้อรังที่กระดูกและข้อจากอุบัติเหตุ เช่น Tennis Elbow, ข้อเท้าแพลง
  • ข้ออักเสบอื่นๆ เช่น รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจร่างกายและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของพานาซี เมดิคอล เซ็นเตอร์ พร้อมทั้งนำ Film X-rays (ถ้ามี) มาให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินอาการ เพื่อจัดโปรแกรมการรักษาในลำดับต่อไป

2. Facial rejuvenation

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณที่ดี ย่อมเป็นใบเบิกทางและสร้างโอกาสดีๆ ให้แก่เราได้ในหลายโอกาส เพราะบุคลิกภาพที่ดีย่อมสะท้อนให้เห็นความเอาใจใส่ในการดูแลตนเองอย่างพิถีพิถัน ทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ที่พบเห็น นอกจากดารานักแสดงแล้ว กลุ่มคนในอาชีพต่างๆ เช่น นักธุรกิจ นักการเมือง ผู้บริหาร ฯลฯ ก็เริ่มหันมาใส่ใจดูแลผิวพรรณให้มีความสดใส อ่อนเยาว์ และมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ

จากปัจจัยภายในร่างกาย เช่น อายุ พันธุกรรม โรคประจำตัว การใช้ยา และปัจจัยภายนอกร่างกาย เช่น แสงแดดและรังสียูวี มลภาวะ การสัมผัสยาและสารเคมี การรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง และการดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะค่อยๆ ทำลายเซลล์ผิวโดยเฉพาะผิวหน้า จึงส่งผลให้ผิวพรรณเกิดความร่วงโรยและมีริ้วรอยก่อนวัยอันควร

นอกจากการผ่าตัดศัลยกรรมแล้ว ปัจจุบันมีวิธีการเสริมความงามที่หลากหลาย เช่น การฉีดสาร Botulinum Toxin เพื่อลดเลือนริ้วรอยและปรับรูปหน้า การใช้สารเติมเต็มหรือฟิลเลอร์ (Filler) การทำเลเซอร์ (Laser) เพื่อแก้ไขปัญหาผิวและปรับสภาพผิวหน้า แต่ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้จะพบว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการใช้สารปรุงแต่งจากภายนอกที่ไม่คงทนถาวร และที่สำคัญคือมีผลข้างเคียงและอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ผิวไวต่อแดด การแพ้สารที่ใช้ และบางครั้งการเสริมความงามด้วยวิธีต่างๆ ก็ดูไม่เป็นธรรมชาติหรือไม่สมวัยอีกด้วย

การทำเซลล์บำบัดจากตัวอ่อนของสัตว์ (Live Cell) ที่มีประสิทธิภาพในการซ่อมแซมและฟื้นฟูร่างกายจากโรคต่างๆ แล้ว ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเสริมรูปลักษณ์ได้ดีเช่นกัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว ผิวหนังก็เป็นอวัยวะ ทั้งยังเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอีกด้วย ผิวหน้าที่เราเห็นคือผิวชั้นนอก ซึ่งเกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์ชั้นหนังแท้ ซึ่งประกอบไปด้วยเซลล์ที่สร้างคอลลาเจน อีลาสติน หลอดเลือด และเซลล์ประสาท ดังนั้นการมีผิวที่มีแข็งแรงและมีสุขภาพดีต้องเกิดจากการมีพื้นฐานผิวที่ดีจากภายในสู่ภายนอก

การใช้เซลล์บำบัดซึ่งเป็นแหล่งของสารอาหารและเซลล์ต้นกำเนิด จะเข้าไปฟื้นฟูเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน จึงทำให้ผิวมีความแข็งแรง กระชับ และเพิ่มการสร้างเซลล์หลอดเลือด เซลล์ผิวจึงได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพิ่มขึ้น พร้อมแก้ไขความผิดปกติของเม็ดสี ทำให้ผิวมีความกระจ่างใส โดยกระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ภายใต้การกระตุ้นของเซลล์บำบัด

ผลการรักษาด้วย Facial rejuvenation

1. ปรับโครงสร้างผิว ทำให้ผิวมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น
2. ลดริ้วรอยเล็กๆ ที่เกิดจากการแสดงสีหน้า
3. เพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงผิว
4. ผิวมีความสมดุล
5. ลดอาการแพ้บริเวณใบหน้า
6. แก้ไขปัญหาเม็ดสี เช่น ฝ้ากระ จุดด่างดำ รอยแผลเป็น
7. สามารรักษาได้ในบริเวณที่วิธีทั่วไปรักษาได้ยาก เช่น ลำคอ เนินอก มือ

ข้อดีของ Facial Rejuvenation

1. ผิวมีความแข็งแรงขึ้นในระยะยาวจากสมดุลของการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทน
2. แก้ไขปัญหาผิวที่หลากหลายได้พร้อมกัน
3. ระยะเวลาพักฟื้นน้อย
4. ปราศจากผลข้างเคียง
5. ดูเป็นธรรมชาติ

ผู้ที่เหมาะกับ Facial rejuvenation

1. ผู้ที่มีริ้วรอยบริเวณใบหน้า
2. ผู้ที่มีจุดด่างดำ ฝ้า กระ
3. ผู้ที่มีผิวคล้ำเสีย ไม่กระจ่างใส
4. ผู้ที่มีผิวมัน เป็นสิวง่าย
5. ผู้ที่มีผิวแห้ง ขาดน้ำ
6. ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ผิวไม่แข็งแรง
7. ผู้ที่มีความหย่อนคล้อยตามช่วงอายุ

กรุณาแจ้งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ทราบทุกครั้ง กรณีมีโรคประจำตัวหรือมียาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ, มีการใช้สาร Botulinum Toxin, Filler, Gold Thread lift, Fine Thread Lift (ร้อยไหม), เลเซอร์ต่างๆ/ RF, การทำ Derma Roller, และการผ่าตัดเสริมความงาม เพื่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประเมินและจัดโปรแกรมการรักษาตามความเหมาะสม